บ้านโรงนา

บ้านโรงนา สถานที่สยองบ้านสีขาวหลังคาสีดำ

บ้านโรงนา เรื่องเล่าจากดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว นิวซีแลนด์

บ้านโรงนา ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับนิวซีแลนด์หน่อยนะคะ จะได้จิตนาการไปพร้อมกัน คือที่นิวซีแลนด์แถบชนบท ซึ่งจะห่างจากในเมืองประมาณ 1 ชั่วโมงได้ ละที่ๆอยู่ก็จะเป็นบ้าที่ตั้งอยู่ปล่องภูเขาไฟที่มันสงบแล้ว เพราะฉะนั้น บ้านที่อยู่บริเวณนี้ก็จะอยู่บนเนินทั้งหมด เวลาจะเดินที่ไปมหาวิทยาลัยก็จะต้องเดินเท้าไปขึ้นรถบัส

ซึ่งรสบัสจะมีอยู่แค่บนถนนเส้นหลักเท่านั้น แต่บ้านส่วนใหญ่จะอยู่บนถนนเส้นเล็ก ซึ่งถนนเส้นเล็กก็จะไปเชื่อนกันถนนเส้นหลักอีกทีนึง บ้านของเจนถ้าออกไปทางซ้ายจะต้องลงเนินแล้วขึ้นเนินทีนี้จุดต่ำสุดของเนินมันจะมีบ้านอยู่2หลัง หลังแรกคือบ้านโรงนา ที่อยู่ฝั่งเดียวกับบ้านของเจน บ้างโรงนาหลังนี้จะเป็นลักษณะคล้ายบ้านโรงนาที่สีแดงๆ แต่เหมือนปรับปรุงที่จะทำเป็นที่อยู่อาศัย ก็เลยกลายเป็งบ้านสีขาวหลังคาสีดำ แต่บ้านหลังนี้เหมือนไม่มีคนอยู่

เพราะเวลาที่เดินผ่านประตูไม่เคยเปิด ไม่เคยมีรถจอดอยู่หน้าบ้าน หน้าต่างทุกบานจะปิดสนิทหมดแล้วจะมีม่านสีขาวคลุมหมดเลย ส่วนบ้านฝั่งตรงข้ามจะเป็นบ้านแบบโมเดิร์น สูง3ชั้น เป็นบ้านมีกระจก ซึ่งถ้ามองเข้าไปเห็นข้างในได้เลย แล้วบ้านหลังนั้นจะมีสุนัขตัวนึงคือพันธุ์พิทบูล

ซึ่งเวลาเราเดินผ่านบ้าน2หลังนี้สุนัขจะเห่า เหมือนเราเข้าไปในอนาเขตมัน แล้วมันจะหยุดพอเราเดินผ่านไป อีกซิ่งนึงที่เจอก็คือนกแก้ว คือที่นิวซีแลนด์มีแต่ธรรมชาติ ก็จะมีนกแก้วมาคอลบินไปบินมา แต่ว่าถนนเส้นนี้ ไม่เคยมีคนเดินอยู่บนถนนเส้นเดียวกันเลย เรื่องเล่าผี

เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า…

ทีนี้เรื่องเริ่มขึ้นวันแรก คือวันนั้นมีหมอกลงแล้วหนามากมองแทบไม่เห็นอะไรเลยแล้วเราออกจากบ้านประมาณตี5กว่าๆ แล้วไฟจะห่างกันมากเป็นเหมือนไฟหน้าบ้าน มันเลยมืดมากๆ ก็เลยเดินลงเนินไปด้วยไฟฉายโทรศัพท์ แล้วพอหมอกลงมันจะรู้สึกหนาว เราก็เดินไปจนถึงบ้านโรงนา อยู่ๆสุนัขก็เห่าขึ้นมา แต่ครั้งนี้มันเห่าแปลกๆเหมือนขู่มากกว่า เราก็ตกใจก็เลยหันไปมอง แต่สุนัขตัวนั้นมันมองเลยเราไป ไปที่บ้านโรงนาเราก็มองตามตาของมันว่ามันมองไปไหน เพราะปกติจะสบตากันทุกเช้า แต่ด้วยความที่หมอกมันหนาแล้วบ้านโรงนามีสนามหญ้าอยู่ เราก็มองไม่ค่อยเห็นว่าสุนัขมันเห่าอะไร

พอเราจะเดินเข้าไปใกล้ๆบ้าน ก็นึกขึ้นได้ว่าโฮสต์ของเราเคยบอกไว้ว่าที่นิวซีแลนด์เขาเคร่งเรื่องความเป็นส่วนตัว ถ้าเกิดว่าเราเดินไปเหยียบสนามหญ้าหน้าบ้านเขา เขาสามารถฟ้องเราได้ เราก็เลยเลือกที่จะไม่เดินเข้าไปแต่ชะเง้อมองก็เห็นเป็นก้อนสีแดงๆมันตัดกับพื้นหญ้าสีเขียวอยู่แล้วมันก็มีหมอกคลุมอยู่ เราก็พยายามโฟกัสให้ได้ว่ามันคืออะไร แล้วระหว่างนั้นสุนัขก็เห่าๆๆ จนหอน พอสายตาเราโฟกัสได้คือมีนกแก้วนอนตายอยู่ คือนกแก้วที่เราเห็นประจำมันนอนแข็งอยู่ที่พื้นแล้วกางปีก เราเลยเอ๊ะใจว่าอุณหภูมิประมาณนี้มันก็ไม่ถึงขั้นว่านกจะแข็งตายนะ

แต่พอโฟกัสที่นกอยู่ๆหมาก็หอนจากที่เห่าอยู่ ด้วยความที่เราเป็นคนขี้กลัวก็เลยวิ่งขึ้นเนินแล้วก็หนีขึ้นไปก็เพื่อที่จะไปขึ้นรสบัสไปเรียน ตลอดทั้งวันก็ใช้ชีวิตปกติ แต่ด้วยความหวาดระแวงก็มีนึกถึงบ้าหลังนั้น ตั้งแต่นั้นมาก็โฟสกัสแต่บ้านหลังนี้เหมือนมีอะไรแปลกๆไม่ชอบเรา วันนั้นกลับบ้านมาเลิกเรียนกลับบ้านมาประมาณ3ทุ่ม ลงจากรถแล้วค่อย ๆ เดินแล้วไปคือทางมืดสนิทเลย เลย เลยใช้ไฟฉายโทรศัพท์เดินไปแล้วพอผ่าน บ้านโรงนา เราก็หันไปมองแล้วก็เดินขึ้นเนิน แล้วได้ยินเสียงสุนัขแล้วจุดที่เราหยุดมองคือเลยหน้าบ้านมาแล้ว แล้วเสียงที่ได้ยินคือยี๊ด ๆ ๆของสุนัข คือสุนัขิยู่ที่ชั้น3ของบ้าน เราก็มองมันว่าเอ๊ะมันเป็นอะไรตอนที่เราโฟกัสที่สุนัขหางตาข้างซ้ายมีแสงสว่างขึ้นมาที่ บ้านสยอง บ้านโรงนา เราเลยรีบหันกลับไปมอง

ตอนนั้นหมอกก็เริ่มลงเรื่อยๆ แล้วขาก็ก้าวไม่ออกก็ยืนมองแปปนึง ปรากฎว่าแสงไฟสีส้มๆมันเหมือนติดขึ้นที่ห้องนอนชั้น2ข้างบน เลยคิดว่าแสดงว่ามีคนนี่หน่างั้นที่ผ่านมาคงจะเข้าใจผิด ปรากฎว่าก็มีคนเดินจริงๆ เป็นผู้หญิงร่างเล็ก หลังค่อมเดินอยู่ในห้องนอน เดินผ่านหน้าต่างไป ทีนี้อยู่ๆสุนัขก็ร้องอี๊ดขึ้นมา เราก็เลยหันกลับ อยู่ๆไฟที่บ้านก็ดับไปเลย เราก็มองสุนัข เราก็เอ๊ะใจว่าเอ๊ะทำไมมันแปลกๆ คือตอนเเรกมันยืนเเล้วร้อง เเต่ตอนนี้มันหมอบลงไปกับพื้น ละสักพักมันก็เห่ากลับไปตรงประตูกระจก ละกระตุยกระกายเหมือนจะเข้าไปในบ้าน เหตุผลที่เรามองเห็นสุนัขคือกำแพงที่อยู่ติดกับประตู มันสูงขึ้นไปประมาณ3เมตร ละมันก็มีโคมไฟสีส้มติดอยู่ เราเลยเห็นว่าสุนัขตะเกียกตะกายจะเข้าบ้าน

แต่มีอีกสิ่งนึงที่เราโฟกัสได้ก็คือ ตอนแรกที่มองสุนัขกำแพงมันโล่ง โล่งเป็นสีขาวเเล้วก็มีไฟดวงนึงเเต่ครั้งนั้นที่หันกลับไปมองอีกรอบ มันมีเงาเหมือนเงาต้นไม้สูงจากตรงที่สุนัขอยู่ขึ้นไปอีก3เมตรไปจนหลังคาเลย เราเลยเอ๊ะต้นไม้หรือคนมาทาสี เพราะว่าเราไม่ได้คิดเรื่องเเบบพยายามจะไม่คิดเรื่องไม่ดี ก็เลยคิดว่าเป็นเงาต้นไม้ คือยืนแข็งอยู่ตรงนั้นสุนัขมันก็ตะกายของมันไป จนกระทั่งอยู่ดีๆเงานั้นมันโค้งลงมา โค้งเเบบเป็นตะขอลงมาเลย เหมือนจะลงมาเขมือบสุนัข เราก็ตกใจวิ่งเพราะรู้สึกว่าถ้าอยู่ไทยเราก็จะคิดว่ามันคือเปตร เเต่บังเอิญว่าอยู่ที่ีนิวซีเเลนด์ แล้วมันน่ากลัวเพราะเรามองไม่ค่อยเห็นอะไรมากบวกกับหมอกมันลง เราเลยรีบวิ่งฝ่าความมืดไปเเล้วรีบวิ่งขึ้นบ้านไปที่ชั้น2

ทีนี้บ้านที่เราอยู่มีสมาชิกอยู่2คนเป็นโฮสต์แด๊ดกับโฮสต์มัมก็คือเป็นเหมมือนเจ้าของบ้านที่เป็นคุณพ่อกับคุณแม่ แล้วมีสุนัขที่บ้านตัวนึงชื่อซาร่า เราก็เข้าบ้านรีบวิ่งขึ้นไปหาโฮสต์มัมเเล้วก็เล่าให้เขาฟังว่าวันนี้มันน่ากลัวมาก ตอนเช้าเจอนกตาย ตอนเย็นเจอสุนัขที่มันแปลกๆเเล้วก็เล่าเรื่องเงาให้เขาฟัง อยู่ๆที่ประตูบ้านชั้น1ก็มีคนมาเคาะปั๊งๆๆๆๆ เหมือนคนทุบประตู โฮสต์มัมกับเราเลยมองหน้ากัน เอ๊ะอะไรอะ ตอนนั้นเราก็ตกใจเเล้วยืนมองหน้าเขา เเล้วเราได้ยินเสียงเหมือนจะเปิดประตูบิดลูกบิด ก็เลยหันหน้ามองกัน

เเต่ปรากฎว่าได้ยินเสียงโฮสต์แด๊ดเปิดประตูที่ชั้น1 เพราะเขานอนอยู่ชั้นเขาก็เลยเปิดประตูออกมาเพื่อที่จะไปเปิดประตูหน้าบ้าน แล้วสุนัขที่ชื่ซาร่าก็เลยวิ่งออกมาแล้วเห่าที่หน้าประตูหน้าบ้าน ทีนี้โฮสต์ของเรา เราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขาก็วิ่งผ่านหน้าเราไปวิ่งลงบรรไดแล้วก็เอาตัวของเขากระแทกเข้าใส่ประตูหน้าบ้าน เหมือนอารมณ์ประมาณว่าจะไม่ให้เปิด ซึ่งโฮสต์แด๊ดของเราก็ยืนอยู่เฉยๆ เหมือนเขาจะรู้ว่าที่ภรรยาทำแบบนี้มันต้องมีเหตุผล

ปรากฎว่าระหว่างนั้นสุนัขก็เห่าเป็น10นาทีเลย เราก็เดินไปดูแต่ไม่กล้าลงไปได้เเต่ยืนอยู่บนบรรไดชั้น2 แล้วผ่านไป10นาทีทุกคนก็แยกย้ายกันเพราะสุนัขมันหยุดเห่าแล้ว เราเลยขึ้นมาที่ชั้น2ของบ้าน แล้วก็เลยเอ่ยถามโฮสต์มัมขึ้นมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาก็เหมือนจับเข่าคุยกับเรา เขาก็บอกว่าจริงๆบ้านโรงนาหลังนั้นจริงๆเป็นบ้านร้างอย่างที่หนูคิดแต่แรกอะถูกแล้ว ทีนี้เจ้าของคนเก่าเป็นเพื่อนของโฮสต์มัมมาก่อน ผู้หญิงคนนั้นเขาหย่ากับสามีแล้ว เขาก็อยู่ที่บ้านโรงนานี้ พร้อมกับลูกสาว2คน แล้วเจ้าของบ้านคนนี้ก็เป็นโรคกระดูกสันหลังคด คือหลังเขาจะเบียวไปฝั่งนึงแล้วจะมีก้อนโผล่ขึ้นมา เวลาเดินเขาก็เลยจะเดินหลังงอ แต่ว่าประเด็นคือเขาเสียชีวิตแล้ว ก่อนที่หนูจะไปถึงนิวซีแลนด์ประมาณปีครึ่ง

เราก็ตกใจบอกว่าหนูไม่ได้โกหกนะหนูเห็นสิ่งๆนั้นจริงๆ เขาก็อืมๆเขาก็ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อนะ แล้วเขาก็เล่าต่อว่าหลังจากที่เจ้าของบ้านเสีย คือเขาเสียในบ้านนอนไหลตายตายเเบบสงบ ลูกสาว2คนที่อยู่ในบ้านก็เหมือนทำใจไม่ได้ พอทำใจไม่ได้ทั้ง2คนก็เลยย้ายออกไปอยู่บ้านหลังใกล้ๆกันเเต่คนละซอย บ้านหลังนั้นเลยร้าง ส่วนบ้านฝั่งตรงข้ามที่มีพิทบูล เป็นบ้านของแอร์โฮสต์เตสคนนึงซึ่งเขาค่อนข้างที่จะบินบ่อยด้วยความที่ยังสาวเขาก็ไม่ค่อยได้กลับมา แต่จะมีแม่บ้านที่คอยเอาสุนัขออกมาเดินเล่นตอนเช้า แล้วปล่อยสุนัขไว้ที่ชั้น1 แล้วตอนเย็นจะพาไปที่ชั้น3 หลังจากนั้นเราก็ใช้ชีวิตเป็นปกติอยู่สักพักนึง

บ้านโรงนา

บ้านโรงนา หนุ่มชาวเมารี

แต่ว่าเราด้วยความที่หวาดระแวง ก็จะมองเเต่บ้านโรงนา มองทุกวันจนกระทั่งผ่านไปอาทิตย์นึงเป็นวันเสาร์เราก็ไปเที่ยวแลเวก็กลับมา วันนั้นกลับเช้ากลับบ้าน ประมาณเที่ยงกลับมาก็เดินลงเนินเดินผ่านบ้านโรงนา ขึ้นมาที่บ้านตัวเองกำลังจะเข้าบ้านแล้ว แต่บ้านฝั่งตรงข้ามของบ้านเราเขาจะมีสวนอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วบ้านหลังนี้มีความพิเศษคือจะมีคนสวนเป็นชาวเมารีเป็นชาวเผ่าพื้นเมืองของนิวซีแลนด์ เขาจะจ้างชนเผ่าพื้นเมืองมาทำสวน แล้วก็จะเปลี่ยนทุกอาทิตย์ไม่ซ้ำหน้ากันเลย

ทีนี้วันนั้นก็เห็นคนทำสวนเค้ายืนอยู่ที่หน้าบ้าน เราก็โบกมือทักทายเพราะที่นิวซีแลนด์สามารถทักทายกันได้เป็นปกติ เราก็ทักเขาแล้วเขาก็โบกมือกลับมา เราก็เดินเข้าบ้านเเต่ระหว่างที่จะเลี้ยวเข้ารั้ว เราได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตามมา ปรากฎว่าผู้ชายคนนั้นวิ่งมาประชิดที่หลังของเรา ทั้งๆที่ไม่เคนรู้จักกันมาก่อน ด้วยความที่เขาสูงเเล้วร่างใหญ่มาก น่าจะสูงประมาณ180ได้เเล้วล่ำมาก แล้วผิวเขาก็สีเข้ม เราหันกลับไปมองคืออีกแค่คืบเดียว เราก็จะชนหน้าอกเขาเเล้ว เราก็รีบถอยออกมาเราก็มองที่หน้าเขา เสียงหลอน

ปรากฎว่าเขามายืนถลึงตาใส่เรา แล้วตาเขาแทบจะถลนออกมา แล้วตาเป็นสีขาวเราก็ตกใจเเล้วเขาก็พูดขึ้นมาประโยคนึง ถ้าแปลเป็นภาษาไทย เขาบอกว่าระวังตัวให้ดีๆ ทั้งๆที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน คือมันแปลได้2ความหมายคือเขาบอกให้เราระวังตัวเเบบหวังดี กับ ระวังตัวแบบไม่หวังดี คือเขาจ้องเราเหมือนโดนบังคับให้พูดเราก็ตกใจเเต่ว่าเขาไม่ได้ทำไรเรา เขาวิ่งกลับบ้านไป แล้วก็วิ่งไปตัดหญ้าเหมือนเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

เราก็รีบวิ่งขึ้นไปหาโฮลต์มัมอีกเพราะว่าเค้าเป็นคนที่อยู่บ้านหนูก็เล่า ให้เค้าฟังว่าเออเนี่ยเจอผู้ชายชาวเมารีมาทำแบบนี้ แบบรู้สึกว่ามันถูกคุกคาม โฮสต์มัมของเรา เหมือนเค้าก็ไม่ได้สนใจมากแต่เขาก็รับฟัง เพราะก่อนหน้านี้ชาวสวนคนเก่าที่เขามาทำเราก็ทักทายเขา แล้วเขาก็วิ่งตามมา แต่อันนั้นเค้าตามมาเพราะบอกว่าอยากจะรู้จักเธอจังขอไปจิบน้ำชาข้างในบ้านได้ไหม โฮสต์มัมก็เลยคิดว่าเราไปทักผู้ชายอีกเเล้ว แล้วผู้ชายก็เลยวิ่งตามกลับมาบ้านเขาก็เลยไม่เทคเรา สุดท้ายเรื่องก็ผ่านไปประมาณ2วัน

แอร์โฮสเตสสาว

ถึงเวลาที่จะต้องไปโรงเรียนอีกแล้วเราก็ไป เสร็จแล้ววันนั้นดันกลับดึกอีกแล้ว ประมาณสามทุ่ม แล้วคือเวลาเราเดินทางของเราอ่ะจะใช้รถบัส เเต่รถบัสที่นิวซีแลนด์ จะใช้ระบบคล้ายๆบีทีเอส คือให้ติดบัตรเวลาจะลงจากรถก็ให้ติดบัตรอีกที เพื่อที่จะให้หักเงินในบัตร แล้วเราชอบนั่งตรงที่ติดกับบันไดทางขึ้นเลยเพื่อที่จะได้เห็นคนเวลาขึ้นลง แล้วเวลาติดบัตรมันสะดวกติดปุ๊บลงปั๊บ ทีนี้ด้วยความที่เราอยู่ชนบท เวลาลงก็ไม่มีใครลงกับเราเลยซักคนเดียว แล้วบนรถเมคือเราเห็นว่าใครอยู่บนรถบ้างเพราะมีอยู่แค่สี่ห้าคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเราลงเรามีเสียงติดบัตรมันจะมีเเค่เรา แต่วันนั้นเราติดบัตร

เสร็จเราก็ลงมา เราก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรรถเมล์เค้าก็ออกตัวไป แต่เวลาที่เรากำลังจะเดินข้ามถนนใหญ่เราได้ยินเสียงเหมือนมีคน เดินตามเป็นเสียงต๊อกต๊อกต๊อก เหมือนส้นสูงกระแทกพื้น เราก็เดินข้ามถนนไปสักพัก เค้าก็เดินผ่านหน้าเราเฉียดๆไป แล้วด้วยความที่หมอกมันลงมันก็เป็นลมเย็นๆตอนนี้เค้าเดินผ่าน ปรากฏว่าคนที่เดินเฉียดเราไปเป็นแอร์โฮสเตส ลักษณะของเค้าก็คือเป็นผู้หญิงสูง ประมาณ 170 ได้ใส่ส้นสูง ชุดของเค้าเนี่ยเป็นแอร์สี ม่วงๆออกแดงแดงเหมือนองุ่น แล้วเค้าก็ใส่หมวกเอียงข้าง ถุงน่องสีดำ ตอนนั้นน่ะเรายังไม่เห็นหน้าแต่ด้วยความที่เราอยู่นิวซีแลนด์แล้วไม่เคยเจอคนเดินอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน นั่นคือครั้งแรกเราเราก็เลยวิ่งตามเขาไป

แล้วด้วยความที่เราอัธยาศัยดีเราเลยเข้าไปทักทายเขาก่อน ว่าเออสวัสดีค่ะเราชื่อเจนนะอยู่บ้านเลขที่นี้ ตรงนี้มาแลกเปลี่ยน ดีใจจังเลยที่ได้เจอ คนบนถนนเส้นนี้ ผู้หญิงคนนั้นเขาก็หันหน้ามา แต่ดูเค้าเหมือนเป็นคนพูดน้อย เค้าก็ยิ้มตอบรับเรานิดนึงแล้วเค้าก็จ้องละบอกว่าดีใช่มั้ยล่ะคะ เหมือนประมาณว่าดีใช่มั้ยล่ะคะที่เจอคนด้วยกัน เราก็บอกดีแน่นอนค่ะ เราก็เลยคุยกัน เค้าก็บอกว่าเค้าเป็นแอร์โฮสเตส เราก็อ๋อรู้และน่าจะเป็นเจ้าของสุนัข เพราะโฮสต์ เคยบอกว่าเค้าเป็นแอร์แล้วนานๆเค้าจะกลับ แล้วก็อ๋อเนี่ยหมาของคุณน่ะเดี๋ยวนี้อ่ะมันเห่าปะหลาดนะ เราก็เล่าให้เขาฟัง แล้วเค้าก็หัวเราะ แล้วเขาก็บอกว่าเค้าอยู่ที่สถาบันนี้แล้วเค้าเพิ่งจะกลับมาเนี่ยเเหละเเล้วกำลังจะกลับบ้าน เราก็เดินคุยกันประมาณ5นาทีได้ ผีชานเมือง

ระหว่างนั้นเราก็สังเกตว่าเขาเป็นคนที่พูดน้อย ถามคำตอบคำ แต่ก็มีพูดบ้าง มีหัวเราะบ้าง หน้าเขาสีค่อนข้างขาวด้วยความที่เขาเป็นฝรั่ง แล้วหน้าเค้าจะมีไฝก็จ่ายบนหน้า เค้าว่าเดินมากับหนูจนถึงบ้านโรงนา เราเลยบอกว่าโอเคเราเรียกกันตรงนี้เนาะเพราะคุณข้ามถนนไปก็บ้านคุณแล้ว เรากูเลยหัน หลังกำลังจะเดินแต่จู่ๆ เค้าก็ยื่นมือมาแล้วสะกิดมือเรา ให้เราหันกลับไปเราก็หันกลับไป แต่ระหว่างที่เค้าโดนมือเราอ่ะ รู้สึกว่ามันเย็นมาก เเต่เราหันกลับไปเราไม่ได้มองที่หน้าเขา

เเต่หางตาเราไปมองที่บ้านโรงนา แล้วแอร์โฮสเตสคนนั้นเหมือนรู้ว่าหนูกำลังสนใจบ้านหลังนั้นอยู่ เขาถามว่าอยากเข้าไปบ้านหลังนั้นหรอ เราบอกไม่ค่ะๆไม่ได้อยากเข้าเรากำลังจะไปแล้วคุณมีอะไรหรือเปล่าคะ เเต่เขาก็ยังถามอยู่ว่าอยากเข้าไปหม พาเข้าไปได้นะ แต่เรานึกขึ้นได้ว่าเราไม่ควรไปบุกรุกบ้านของคนอื่น เราเลยถามเขาว่าไม่เป็นไรหรอเราเดินเข้าไปแบบนี้

เขาบอกไม่เป็นไรเขาสนิทกับเจ้าของบ้าน เเล้วเขาก็พึมพำ เเต่จับใจความได้ว่าเขาคิดถึงเสียงหัวเราะบ้านหลังนี้ เราเลยนึกขึ้นมาได้ว่า เขาอาจเป็นเพื่อนกับลูกเจ้าของบ้านก็ได้มั้ง ด้วยความส่งสัย เลยกลับมาถามโฮสต์มัมว่าเขาคือใคร สรุปคือเขาคือ ลูกเจ้าของบ้านโรงนาเเต่ศพอยู่ในบ้าน เขามาบอกชักชวนที่ให้เข้าบ้านคือจะให้ไปดูศพเขา เขาไม่ได้จะมาหลอกอะไร

 

อ่านต่อ>>>หลอนก่อนนอน

เว็บรีวิวหนัง